จิบ จิบ
มาแล้วจ้ะ
นกเอาวิธีถนอมสายตาแบบที่จะทำให้ตาของเราอยู่กับเราไปนานๆ
และ การป้องกันสายตาจากการตาบอด
มาเริ่มกันเลยนะ
เป็นของนายแพทย์สำราญ วังศพ่าห์
.
หลักการปฏิบัติในการถนอมสายตา
1. กินอาหารให้ถูกต้อง
อาหารมื้อหนึ่งๆ ควรมีอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่และวิตามินให้ครบถ้วน
วิตามิน A จำเป็นสำหรับการสร้างโครงสร้างของเยื่อบุชั้นนอก (epithelium)
และของเซลล์ วิตามินเอเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในชั้นจอตาขณะรับแสงสว่าง
.
การพร่องวิตามิน A
ทำให้มีอาการมองเห็นไม่ชัดในที่มืด (night blindness)
เยื่อหุ้มตาแห้ง กระจกตาแห้ง เป็นเกล็ดกระดี่ที่เยื่อหุ้มตากระจกตาเป็นแผลซึ่งทำให้
ตาบอดได้ในประเทศด้อยพัฒนา ภาวะพร่องวิตามินเอเป็นสาเหตุหนึ่งของตาบอด
ในวัยเด็ก แต่ถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินพอ ผิวหนังและเยื่อหุ้มตาจะมีสีเหลือง
อาจมีอาการบวมของหัวประสาทตา มีเลือดออกที่จอตา
การพร่องวิตามิน D
อาจทำให้เป็นต้อแก้วตา เป็นโรคกระดูกอ่อน ตากระ-ตุก
การพร่องวิตามิน E
ทำให้กล้ามเนื้อตาบางมัดทำงานไม่ปกติ
การพร่องวิตามิน C
วิตามินเค ทำให้มีเลือดออกที่จอตา
การพร่องวิตามิน B1
ทำให้ประสาทตาเสื่อมและฝ่อลีบ
การพร่องวิตามิน Bรวม
ทำให้หลอดเลือดฝอยมารวมที่กระจกตาเพิ่มขึ้นหนังตาอักเสบ
มีอาการกลัวแสง สายตามัว
.
2. ควรตรวจสายตาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ หรือ มองเห็นภาพไม่ชัดเจน
ควรตรวจตั้งแต่เด็กเริ่มเรียนหนังสือ และสวมแว่นตาตามแพทย์สั่ง
การไม่สวมแว่นตาในผู้ที่มีสายตาผิดปกติ
จะเป็นเหตุให้สายตามัวและถ้าทิ้งไว้นานตั้งแต่เด็ก
แม้ใช้แว่นช่วยก็ไม่ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นเพราะสายตาข้างนั้นไม่ได้ใช้งานมานาน
.
3. เมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินควรควรสวมแว่นตาสีชาหรือสีดำ
เพื่อลดความแรงของแสงที่อาจทำอันตรายต่อตา
ผู้ที่ทำงานในที่ที่ใช้แสงสว่างมากเช่น การเชื่อมโลหะโดยใช้เปลวไฟที่ร้อนจัด
หรือใช้ประกายไฟฟ้าที่มีแสงออกมามากนั้น ควรสวมแว่นดำกันแสง
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวัตถุร้อนอยู่ตลอดเวลาเช่น งานเป่าแก้ว ทำโซ่
ควรสวมแว่นตาดำเพื่อป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดทำลายแก้วตา
มิฉะนั้นจะเกิดเป็นต้อแก้วตา ขณะดูสุริยคราสควรใช้แว่นสีดำมืดสวม
หรือดูจากเงาสะท้อนในน้ำ อย่าดูด้วยตาเปล่า
ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าไปเผาทำลายประสาทจอตา
.
4. ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
เกี่ยวกับการกลึงของ หรือต้มสารที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง
ควรสวมแว่นตาป้องกันไอกรดด่าง หรือป้องกันผงที่กระเด็นจากการกลึงไม่ให้เข้าตา
.
5. ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสกับดวงตา
ไม่ควรใช้สิ่งสกปรกเช็ดตา
ทั้งนี้เพื่อป้องกันเชื้อโรครวมทั้งเชื้อราไม่ให้เข้ามาทำอันตรายลูกตา
.
6. ไม่จำเป็นต้องล้างตาเป็นประจำ
เพราะน้ำตาของคนเราจะไหลล้างชำระอยู่ตลอดเวลา
น้ำตาเป็นน้ำสะอาดภายในมียาฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว
การล้างตาจะทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาอ่อนลง
ยาล้างตาบางชนิดอาจมีความสมดุลของกรดด่างไม่พอเหมาะ
ถ้ามีมากไปจะรบกวนลูกตา การล้างตาจะทำในรายที่ต้องการล้างเอาผงหรือขี้ตา
หรือสิ่งสกปรกอื่นออก
.
7. ไม่จำเป็นจะต้องกลอกตาไปมาเพื่อออกกำลังให้ลูกตา
เพราะโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อกลอกตาทำงานหนักอยู่แล้วตลอดเวลาตื่น
ควรพักสายตาด้วยการหลับตาหรือมองไปไกลๆ ดีกว่า
.
8. สิ่งที่เป็นพิษเป็นอันตรายต่อลูกตาควรละเว้น
เช่น พิษจากบุหรี่ประเภทยาเส้นซึ่งทำให้ประสาทตาเสีย
ยาหลายชนิด เช่น ควินิน สุราที่กลั่นไม่บริสุทธิ์ เหล่านี้จะทำอันตรายประสาทตาได้
.
9. การอ่าน เขียน หรือทำงาน
ควรอ่าน เขียน หรือทำงานที่ละเอียดในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะและเพียงพอ
การดูโทรทัศน์ควรดูในที่มีแสงสว่าง เพราะแสงสว่างที่เกิดขึ้น
เมื่ออิเล็กตรอนวิ่งมากระทบจอภาพนั้นลูกตาสามารถดูได้
โดยไม่ต้องปรับสายตาต่อความมืด
มีบางคนเข้าใจผิดว่าการดูโทรทัศน์จะเห็นได้เมื่อตาต้องปรับสายตาเหมือนกับดูในที่มืด
ควรดูในระยะห่างจากจอภาพอย่างน้อย ๕ เท่าของความกว้างของจอภาพ
.
ส่วนการป้องกันการตาบอดมีดังนี้
โรคและอาการต่างๆที่ควรระวัง ได้แก่
.
1. เมื่อกรดด่างหรือสารเคมีเข้าตา
ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดที่พอจะหาได้ทันที
อาจใช้น้ำประปาจากก๊อกก็ได้ การล้างตาในรายอย่างนี้ต้องล้างให้มากที่สุด
และนานราว ๕ นาที หลายๆ ครั้ง แล้วจึงไปพบจักษุแพทย์
.
2. เมื่อมีอันตรายที่ตาไม่ว่าลูกตาจะเป็นแผลหรือไม่เป็นก็ตาม
อย่าใส่ยาอะไรทั้งหมด ควรใช้ผ้าหรือกระดาษสะอาดปิดตาแล้วไปพบแพทย์
.
3. อาการตาแดง ปวดตา เห็นดวงไฟมีแสงรุ้งรอบ มองเห็นภาพไม่ชัด
มองเห็นมืดลง เหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์
.
4. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคเลือด โรคเรื้อน
อาจมีโรคแทรกทางตาเกิดขึ้นได้
ผู้ป่วยโรคเหล่านี้แม้ยังไม่มีอาการของสายตาก็ควรให้จักษุแพทย์ตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง
เพื่อป้องกันการตาบอดจากโรคแทรกที่ตา
ซึ่งถ้าเกิดเป็นแล้วมักทำลายประสาทตาให้ตาบอด
และถ้าโรคเป็นมากแล้วรักษาให้หายยาก จึงควรป้องกันตั้งแต่ต้น
.
5. ผู้ที่อายุเลย ๔๐ ปีไปแล้ว
ควรตรวจเพื่อป้องกันโรคต้อหิน โรคต้อหินชนิดเรื้อรังนั้น
เมื่อเริ่มเป็นผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติมากจึงมักไม่รู้ตัว
จะรู้ตัวว่าเป็นหรือมีอาการก็ต่อเมื่อโรคนั้นเป็นมากแล้ว
.
6. ควรตรวจสายตาตนเองเป็นครั้งคราว
โดยปิดตาดูทีละข้างว่าสายตาสองข้างเห็นเท่ากันหรือไม่หรือข้างหนึ่งข้างใดไม่เห็น
ตาอยู่ด้านหน้าของใบหน้าและตาทั้งสองข้างทำงานพร้อมกัน
ถ้าไม่ปิดดูก็ยังคงคิดว่าแต่ละข้างยังทำงานได้ดี
.
เป็นวิธีที่น่าลองทำไม่ทั้งหมดแต่บางข้อก็ยังดีเนอะ
การป้องกันตาบอด ข้อ5 เนี่ยยังทำไม่ได้ เพราะอายุยังน้อย อิ อิ
.
ปล.คิดถึงคนอ่านจัง^_^
Title: หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ
Artist: Bird ธงไชย แมคอินไตย